Krit's profileCoolGuyBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    June 17

    Click รีโมทรักข้ามเวลา

     
    รู้สึกเหมือนตัวเองตกยุคไปซักหน่อย เพราะเพิ่งจะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้
    Click รีโมทรักข้ามเวลา ออกมาเป็นปีได้แล้วล่ะมั้ง -*-
    ตอนแรกที่จะดูก็ตั้งใจไว้ว่าคงเป็นหนังตลก Comedy ธรรมดา
    แต่ดูไปแล้วหลัง ๆ ออกจะน้ำตาซึมเล็กน้อย เพราะค่อนข้างจะอินกับบทหนัง
     
    เนื้อเรื่องก็คือมีหนุ่มบ้างาน (และรักครอบครัว แต่ไม่แสดงออก)
    พยายามทำทุกอย่างเพื่องาน เพื่อให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข
    แต่มันก็ทำให้เค้าต้องละทิ้งการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว
    ก็คืองานมาก่อนครอบครัว
    เค้าได้รีโมทวิเศษอันนึง ซึ่งทำให้เค้าสามารถข้ามเวลาไปข้างหน้าได้
    เหมือนกับกดป่ม Fast Forward เวลาดูหนัง
    และสิ่งที่เค้าทำก็คือ กดข้ามช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัว
    เพื่อข้ามไปยังช่วงเวลาทำงาน ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ช่วงเวลาแห่งความฝันของเค้า
    เค้าได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ตามที่เค้าใฝ่ฝัน
    มีเงินทองมากมายล้นเหลือที่จะดูแลครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน
    ปัญหาก็คือเค้าได้ข้ามเวลาไปมากกว่า 30 ปี กว่าจะถึงขั้นนั้น
    ณ วันนั้น คุณปู่ ของเค้าได้จากไปแล้ว ภรรยาสุดที่รักก็ทนกับความเหงาไม่ได้
    จึงตัดสินใจแยกทางกัน ลูกสาวสุดที่รักก็กลายเป็นผู้หญิงขาดความรักเพราะพ่อไม่เคยเอาใจใส่
    ผลสรุปแล้วสิ่งที่เค้าพยายามทำมาตลอด 30 ปี กลับไมได้ทำให้ครอบครัวของเค้ามีความสุขเลยแม้แต่น้อย
     
    ตามเนื้อเรื่อง เค้ากลับใจได้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อที่จะเตือนลูกชายที่จะกำลังเจริญรอยตามความบ้างานของเค้า
    เพื่อให้รู้ถึงความสำคัญของครอบครัว พระเจ้า(มั้ง) ก็เลยให้โอกาสในการกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ในช่วงที่เค้ายังไม่ได้เริ่มใช้รีโมท
    แน่นอนว่าต่อจากนี้เค้าจะต้องเลือกหนทางแห่งความสุขของครอบครัว มาก่อนการทำงาน
     
    ดูเนื้อเรื่องแล้วก็ไม่ได้นึกถึงตัวเองหรอก เพราะปกติก็ไม่ใช่พวกบ้างานขนาดนั้น
    เค้าจ้างเดือนละครึ่งแสน ก็ทำงานเดือนละครึ่งแสนพอแล้ว ไม่ต้องไปทำให้มากมายเหมือนรายได้เดือนละล้าน
    แต่นึกไปถึงคุณพ่อของตัวผมเอง ซึ่งเข้าข่ายหนังเรื่องนี้ที่สุด
    ตลอดชีวิตของเค้าอยู่กับงานราชการ เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็น สมาชิกสภาเทศบาล
    เป็นบุคคลของสังคม ทุกช่วงเวลาของเค้าคือเวลาที่จะต้องให้กับสังคม มีเพื่อนฝูงรุมล้อมมากมาย
    จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ใช้เวลากับครอบครัวเลย
    เวลาในครอบครัวของผมจึงอยู่กับคุณแม่ น้องชาย และน้องสาวเป็นหลัก
     
    สิ่งที่สะท้อนใจผมมากที่สุด ก็คือตอนนี้คุณพ่อผมไม่สบาย พูดไม่ชัด การเดินติดขัด
    ทำให้เค้าไม่มีภาพแห่งการเป็นผู้นำอีกต่อไป ไม่สามารถทำงานเดิม ๆ ที่เค้าเคยทำเพื่อสังคมได้
    และผลที่ตามมาก็คือเพื่อนฝูงที่รุมล้อมก็หายหน้าหายตาไปทีละคน
    การทำตัวเป็นคนดีไปคอยค้ำหนี้สินให้คนอื่น
    ก็สะท้อนผลแห่งความหวังดีนั้นมาเป็นหนี้เข้าตัวเอง เมื่อคนที่ไปค้ำให้หนีไป
    สิ่งที่เค้าเหลืออยู่ตอนนี้กลับเป็นแค่ครอบครัวที่เค้าเคยคิดว่าไม่ต้องสนใจเพราะมันไม่ได้หนีไปไหน
     
    แต่สิ่งที่เราคิดว่ามันคงไม่หนีไปไหน มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่มองก็ได้
    โดยความรู้สึกส่วนตัว พ่อก็ยังคงเป็นพ่อ ผมยังรู้สึกห่วงใยในความเป็นไป
    เพียงแต่ในความห่วงใยนั้นมันกลับมีบางอย่างที่เหมือนช่องว่างซึ่งโดนช่วงเวลาที่ห่างเหินถ่างให้ห่างออกไป
    ทำให้การทำเรื่องง่าย ๆ บางครั้งกลายเป็นเรื่องลำบากใจไปโดยไม่รู้ตัว
    ผมสามารถโทรหาแม่ น้องสาว น้องชาย ได้โดยไม่ต้องคิดว่าจะมีธุระหรือเปล่า
    ก็แค่โทรไปถามสารทุกข์สุขดิบ คุยเรื่อยเปื่อย โม้นั่นโม้นี่
    แต่กับคุณพ่อ ผมกลับต้องนึกว่า จะมีเรื่องอะไรให้คุยหรือเปล่า บางครั้งเลยพาลทำให้ไม่อยากโทรซะงั้น
     
    เริ่มยาววุ้ย -*-
    ก็สรุปว่า เราควรจะใช้เวลาในแต่ละวันทำในสิ่งที่อยากทำตรง ๆ ไปเลย
    อยากให้ครอบครัวมีความสุขก็จงใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัว
    ไม่ต้องอ้อมค้อมไปทำงานหนัก แล้วบอกว่าค่อยทำก็ได้
    เพราะเวลาผ่านแล้วผ่านไปเลย ไม่มีการย้อนกลับมาให้แก้ตัวเหมือนกับในหนัง
    (ใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ก็ไปหามาดูซะ ผมว่าเป็นหนังที่ดีทีเดียว -*-)
     
     
     
     
    May 13

    นิทานเพนกวิน

     

     

     พรุ่งนี้ถ้าฝนไม่ตก ว่ายน้ำนะกะลุ๊ก

     

    ต้องพยายามไปออกกำลังซัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์

     เราจะบินนะกะลุ๊ก

     แต่ต้องวอร์มอัพ ด้วยการกระโดดก่อน

    เสร็จแล้ว ก็ฝึกการกระโดดหมุนตัว

     ช่วงแรกอาจจะมีอาการมึนบ้างเล็กน้อย

     อาจจะมีตกมาบาดเจ็บได้

     แต่ถ้าเราพยายามต่อไป

    ซักวันเราจะบิน ๆ นะ บิน ๆ

     

    นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า  ปุ๊ง ๆ ปุ ๆ