Krit's profileCoolGuyBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    June 17

    Click รีโมทรักข้ามเวลา

     
    รู้สึกเหมือนตัวเองตกยุคไปซักหน่อย เพราะเพิ่งจะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้
    Click รีโมทรักข้ามเวลา ออกมาเป็นปีได้แล้วล่ะมั้ง -*-
    ตอนแรกที่จะดูก็ตั้งใจไว้ว่าคงเป็นหนังตลก Comedy ธรรมดา
    แต่ดูไปแล้วหลัง ๆ ออกจะน้ำตาซึมเล็กน้อย เพราะค่อนข้างจะอินกับบทหนัง
     
    เนื้อเรื่องก็คือมีหนุ่มบ้างาน (และรักครอบครัว แต่ไม่แสดงออก)
    พยายามทำทุกอย่างเพื่องาน เพื่อให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข
    แต่มันก็ทำให้เค้าต้องละทิ้งการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว
    ก็คืองานมาก่อนครอบครัว
    เค้าได้รีโมทวิเศษอันนึง ซึ่งทำให้เค้าสามารถข้ามเวลาไปข้างหน้าได้
    เหมือนกับกดป่ม Fast Forward เวลาดูหนัง
    และสิ่งที่เค้าทำก็คือ กดข้ามช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัว
    เพื่อข้ามไปยังช่วงเวลาทำงาน ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ช่วงเวลาแห่งความฝันของเค้า
    เค้าได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ตามที่เค้าใฝ่ฝัน
    มีเงินทองมากมายล้นเหลือที่จะดูแลครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน
    ปัญหาก็คือเค้าได้ข้ามเวลาไปมากกว่า 30 ปี กว่าจะถึงขั้นนั้น
    ณ วันนั้น คุณปู่ ของเค้าได้จากไปแล้ว ภรรยาสุดที่รักก็ทนกับความเหงาไม่ได้
    จึงตัดสินใจแยกทางกัน ลูกสาวสุดที่รักก็กลายเป็นผู้หญิงขาดความรักเพราะพ่อไม่เคยเอาใจใส่
    ผลสรุปแล้วสิ่งที่เค้าพยายามทำมาตลอด 30 ปี กลับไมได้ทำให้ครอบครัวของเค้ามีความสุขเลยแม้แต่น้อย
     
    ตามเนื้อเรื่อง เค้ากลับใจได้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อที่จะเตือนลูกชายที่จะกำลังเจริญรอยตามความบ้างานของเค้า
    เพื่อให้รู้ถึงความสำคัญของครอบครัว พระเจ้า(มั้ง) ก็เลยให้โอกาสในการกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ในช่วงที่เค้ายังไม่ได้เริ่มใช้รีโมท
    แน่นอนว่าต่อจากนี้เค้าจะต้องเลือกหนทางแห่งความสุขของครอบครัว มาก่อนการทำงาน
     
    ดูเนื้อเรื่องแล้วก็ไม่ได้นึกถึงตัวเองหรอก เพราะปกติก็ไม่ใช่พวกบ้างานขนาดนั้น
    เค้าจ้างเดือนละครึ่งแสน ก็ทำงานเดือนละครึ่งแสนพอแล้ว ไม่ต้องไปทำให้มากมายเหมือนรายได้เดือนละล้าน
    แต่นึกไปถึงคุณพ่อของตัวผมเอง ซึ่งเข้าข่ายหนังเรื่องนี้ที่สุด
    ตลอดชีวิตของเค้าอยู่กับงานราชการ เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็น สมาชิกสภาเทศบาล
    เป็นบุคคลของสังคม ทุกช่วงเวลาของเค้าคือเวลาที่จะต้องให้กับสังคม มีเพื่อนฝูงรุมล้อมมากมาย
    จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ใช้เวลากับครอบครัวเลย
    เวลาในครอบครัวของผมจึงอยู่กับคุณแม่ น้องชาย และน้องสาวเป็นหลัก
     
    สิ่งที่สะท้อนใจผมมากที่สุด ก็คือตอนนี้คุณพ่อผมไม่สบาย พูดไม่ชัด การเดินติดขัด
    ทำให้เค้าไม่มีภาพแห่งการเป็นผู้นำอีกต่อไป ไม่สามารถทำงานเดิม ๆ ที่เค้าเคยทำเพื่อสังคมได้
    และผลที่ตามมาก็คือเพื่อนฝูงที่รุมล้อมก็หายหน้าหายตาไปทีละคน
    การทำตัวเป็นคนดีไปคอยค้ำหนี้สินให้คนอื่น
    ก็สะท้อนผลแห่งความหวังดีนั้นมาเป็นหนี้เข้าตัวเอง เมื่อคนที่ไปค้ำให้หนีไป
    สิ่งที่เค้าเหลืออยู่ตอนนี้กลับเป็นแค่ครอบครัวที่เค้าเคยคิดว่าไม่ต้องสนใจเพราะมันไม่ได้หนีไปไหน
     
    แต่สิ่งที่เราคิดว่ามันคงไม่หนีไปไหน มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่มองก็ได้
    โดยความรู้สึกส่วนตัว พ่อก็ยังคงเป็นพ่อ ผมยังรู้สึกห่วงใยในความเป็นไป
    เพียงแต่ในความห่วงใยนั้นมันกลับมีบางอย่างที่เหมือนช่องว่างซึ่งโดนช่วงเวลาที่ห่างเหินถ่างให้ห่างออกไป
    ทำให้การทำเรื่องง่าย ๆ บางครั้งกลายเป็นเรื่องลำบากใจไปโดยไม่รู้ตัว
    ผมสามารถโทรหาแม่ น้องสาว น้องชาย ได้โดยไม่ต้องคิดว่าจะมีธุระหรือเปล่า
    ก็แค่โทรไปถามสารทุกข์สุขดิบ คุยเรื่อยเปื่อย โม้นั่นโม้นี่
    แต่กับคุณพ่อ ผมกลับต้องนึกว่า จะมีเรื่องอะไรให้คุยหรือเปล่า บางครั้งเลยพาลทำให้ไม่อยากโทรซะงั้น
     
    เริ่มยาววุ้ย -*-
    ก็สรุปว่า เราควรจะใช้เวลาในแต่ละวันทำในสิ่งที่อยากทำตรง ๆ ไปเลย
    อยากให้ครอบครัวมีความสุขก็จงใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัว
    ไม่ต้องอ้อมค้อมไปทำงานหนัก แล้วบอกว่าค่อยทำก็ได้
    เพราะเวลาผ่านแล้วผ่านไปเลย ไม่มีการย้อนกลับมาให้แก้ตัวเหมือนกับในหนัง
    (ใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ก็ไปหามาดูซะ ผมว่าเป็นหนังที่ดีทีเดียว -*-)
     
     
     
     
    May 31

    จตุคาม

     
    ไม่ใช่ว่าอยากจะเกาะกระแส และไม่ได้ลบหลู่อะไรด้วย
    เพราะปกติก็ไม่ได้ศรัทธาอะไรแนวนี้ซักเท่าไหร่
    แต่วันนี้เจออะไรแปลก ๆ มานิดหน่อย
    เรื่องมีอยู่ว่ากำลังขึ้น taxi กลับบ้าน
    คนขับเค้าก็ชวนคุยจิปาถะ
     
    คนขับ : วันนี้ไปเวียนเทียนที่ไหน
     
    ผม : ไม่ได้ไปคับ
     
    คนขับ : อ้าว ไม่ไปได้ยังไง นี่เป็นหน้าที่ชาวพุทธนะครับ
     
    ผม : ไม่อยากไปนี่ครับ แล้วพี่ไม่ไปเหรอ ? (คิดในใจ ยุ่งอะไรกะชีวิตช้าน -*-)
     
    คนขับ : ... เงียบ
     
    ผม : .... (เออ ไม่ไปแล้วมายุ่งกะชาวบ้านอีก -*- )
     
    คนขับ : น้องเป็นคนจังหวัดอะไร
     
    ผม : (มายุ่งอะไรกะชีวิตตรูอีกล่ะ) นครศรีธรรมราชครับ
     
    คนขับ : งี้ก็ต้องมีจตุคามน่ะซิ นี่นะ พี่นับถือจตุคามมาก เช่ามาองค์นึง หลายหมื่นบาท ปกติก็จะติดตัวตลอด แต่วันนี้ไม่ได้พามา
     
    ผม : (โม้แหง)  อ่อ ผมไม่มีครับ ไม่นิยม
     
    คนขับ : เป็นไปได้ไง เป็นคนนครแต่ไม่มีจตุคาม
     
    ผม : .... (ใครบัญญัติไว้ฟะว่าต้องมี)
     
    คนขับ : นี่นะ คนเราต้องมีที่พึ่งทางใจ ถ้าเราทำดี เราก็ได้ดี เราต้องมีคุณธรรม บูชาพระท่าน แล้วเราจะถูกหวยร่ำรวย
     
    ผม : .... คับผม (สรุปว่าบูชาพระเพราะอยากถูกหวย)
     
    คนขับ : แต่แปลกนะน้องไม่มีจตุคาม แปลกจริง ๆ
     
    ผม : เออ เอ้ย ไม่มีคับ (ไม่มีแล้วเจือกไร -*- )
     
    .......
    ถึงบ้าน มิเตอร์ 71 บาท ยื่นแบงค์ร้อยให้ เค้าทอนมา 20
     
    คนขับ : โชคดีนะน้อง
     
    ผม : เอ่อ ... นี่คือทำดีมีคุณธรรม ? (ตังค์ทอนตูหายไปไหน 9 บาท)
     
    คนขับ : .... เงียบ (แล้วก็หยิบเศษเหรียญมา 5 บาท)
     
    ผม : ......
     
     
     
    April 30

    เที่ยวระยอง

     
    สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวระยองเป็นครั้งแรก ปกติไปถึงแค่พัทยา -*-
     
    งานนี้ไปกับเพื่อนๆ ของแฟน โดยมีพี่คนนึงเป็น sponsor เรื่องที่พักให้
    เพราะเค้าเป็นเจ้าของคอนโดหรูริมทะเล เห็นบอกว่าซื้อที่แถวนั้นไว้ 2000 กว่าไร่
    เอามาทำเป็นคอนโด + บ้าน ริมหาด แล้วก็พวกสถานที่เที่ยวแนวผจญภัย เอาไว้ขายพวกคนรวยทั้งหลาย
    (ราคาขั้นต่ำ 8 ล้าน ไปจนถึง 32 ล้าน ถ้าใครสนใจบอกได้ครับเผื่อจะได้ค่านายหน้าซัก 10% )
    ที่พักพี่แกก็คือคอนโดชั้นบนสุด 1 ชั่น ตีผนังออกรวบเป็นห้องเดียวกัน
    วิวติดทะเลสวยงาม เห็นบอกว่าถ้าขายก็คงราคาประมาณ 20 ล้านกว่า -*-
     
    ออกเดินทางตอนเย็นวันศุกร์ วิ่งไปตาม motor way ผ่านอำเภอแกลง รวมเวลาเดินทางก็ 2 ชม ครึ่ง
    คืนแรกก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เดินดูวิวรอบ ๆ คอนโด+บ้าน หรู
    แล้วก็หมดแรงกลับไปนอนตายกันหมด
     
     
     
     
    April 08

    Day 1 : Enter the monk hood - Part 3

     
    และแล้วความขี้เกียจก็เข้ามาครอบงำ ทำเอาไม่ได้อัพบลอกไปเป็นอาทิตย์
    สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่อนข้างจะมีอะไรให้ตัดสินใจเยอะเหมือนกัน
     
    ดูบ้านมาเรียกได้ว่าเข้าตากรรมการมาก ซื้อหรือไม่ซื้อดีหว่า -*-
     
    ได้งานใหม่เงินเยอะกว่าเดิม แต่อยู่ไกลชะมัด หักลบค่าเดินทาง + เวลาแล้วแทบจะไม่คุ้ม
    คิดไปคิดมา ก็อยู่ซะที่เก่านี่แหละ ยังไงก็ไม่มีอะไรเสียหาย เดินทางสะดวก
     
    ย้อนอดีตต่อ
     
    9 มีนาคม 2550
     
    Part III - ว่าง ว่าง และก็ว่าง
     
    งานหลักในบ่ายวันนี้ก็คือการนั่งนับก้อนเมฆ และก็งีบหลับตอนบ่าย
    ทีแรกคิดว่าจะนอนกลางวันไม่หลับ แต่ด้วยความเงียบภายในวัด ผสมกับลมเย็น ๆ
    และหนังสือธรรมมะในมือที่ชวนอ่านอย่างยิ่ง
    ทำเอาหลับผลอยไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกครั้งก็บ่าย 3 ล่ะ
     
    ตื่นมาก็ยังคงไม่มีอะไรทำอีกน่ะแหละ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า
    จะต้องฝึกหัดห่มผ้าเหลืองให้เป็นซะก่อน ไม่งั้นคงต้องรบกวนพระรูปอื่นตลอดแหง ๆ
    การห่มผ้าไตร จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก
    ใครไม่เคยลองก็ไม่รู้ เรียกได้ว่าถ้าแค่พอห่ม ๆ ให้ดูเหมือนพระมันก็ไม่ยาก
    แต่ถ้าจะห่มให้มันดูทะมัดทะแมง ไม่หลุดง่าย ก็ต้องใช้ประสบการณ์กันหน่อยเหมือนกัน
    ผลก็คือฝึกหัดอยู่ 2 วัน กว่าจะใส่แล้วดูดี -*-
     
    ตกเย็น ก็มีการทำวัตรเย็นเป็นครั้งแรก (การสวดมนต์ ภาวนา ตอนเย็น)
    ก็กางหนังสือ อ่านตามพระผู้ใหญ่ไป มีแต่บทแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่
    ที่คุ้นหูสุด ๆ ก็คงจะมีแต่ นะโม ๆ :D
    การทำวัตรเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทรมาณตัวเองที่สุดแล้ว
    เพราะต้องนั่งคุกเข่าตลอดเวลาเกือบชม ในการสวดมนต์
    รวมทั้งการนั่งทำสมาธิด้วย
    เรียกได้ว่าตอนจบนี่ เดินแทบไม่ไหว เหน็บกินแล้วก็กินอีก ชาไปทั้งขา -*-
     
    ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า สาธุ
     
     
     
     
    March 25

    Day 1 : Enter the monk hood - Part 2

     
    9 มีนาคม 2550
     
    Part II - วันแรกกับการเป็น พระ ...
     
    หลังฉันเพล (หลังเที่ยง) ก็เริ่มชีวิตการเป็นพระอย่างเต็มตัว(มั้ง) ญาติโยมทั้งหลายก็ทยอยกันกลับ
    แว้บเดียวทั้งวัดก็เงียบสงบอย่างรวดเร็ว ได้บรรยากาศความสงบเงียบที่ไม่ได้รู้สึกมาซะนาน
    ยังดีที่พระที่บวชพร้อมกัน อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เลยได้คนนั่งคุยด้วยหน่อย
    คุยกับพระที่อายุเยอะหน่อยนี่คุยกันลำบาก เหมือนคุยกันคนละเรื่อง
     
    วันแรกนี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง เลยไปถามเจ้าอาวาส แต่ขอเรียกว่าอาจารย์แทนล่ะกัน
     
    ผม : ไม่ทราบว่ากิจวัตรประจำวันต้องทำอะไรบ้างครับ
     
    อาจารย์ : ปกติตื่นเช้ามา ก็ทำบุญกรวดน้ำ นั่งสมาธิแผ่ส่วนบุญ เดินบิณฑบาต กวาดลานวัด ทำวัตรเช้าและเย็น
     
    ผม : ... แล้วเวลาว่าง ๆ ตอนกลางวันล่ะครับ จะทำอะไร (ทำวัตรเสร็จประมาณ 09.00, ทำวัตรเย็น 17.00 มีเวลาว่าง 8 ชม )
     
    อาจารย์ : ก็อยู่ที่ว่าเธอมาบวชทำไม
     
    ผม : ... อ่า
     
    อาจารย์ : (ท่าทางจะเห็นเราอึ้งนานไปหน่อย) ถ้าเธอมาบวชเพื่อให้บรรลุศาสนาก็เรื่องหนึ่ง แต่ในกรณีนี้เธออาจจะมาบวชเพียงเพื่อให้พ่อแม่ดีใจ
    ตามขนบธรรมเนียมไทยใช่มั้ย
     
    ผม : ก็แนวนั้นครับ
     
    อาจารย์ : งั้นในช่วงแรกนี้ก็ลองใช้ชีวิตสงบ ๆ พักจิตใจ หลบออกจากเรื่องวุ่น ๆ แล้วพิจารณาตัวเองดู
     
    ผม : ขอบคุณครับ
     
    ผลสรุปก็คือ ทำตัวให้ว่าง ทำใจให้ว่าง แล้วพิจารณาตัวเอง ...
     
     
     
    March 20

    Day 1 : Enter the monk hood - Part 1

     
    9 มีนาคม 2550
     
    Part 1 - พิธีการ
     
    วันนี้ตื่นตั้งแต่เช้ามืดประมาณตี 5 เพื่อไปตระเตรียมงานที่วัด อาหารคาวหวาน โดนสั่งจองไว้เรียบร้อยแล้วโดยท่านแม่ที่เคารพรัก
    ก็เลยไม่ค่อยจะมีอะไรติดขัดนัก แขกเหรื่อก็ทยอยมากันเรื่อย ๆ จนเต็มที่นั่งก่อนที่จะปลงผมซะอีก
     
    เรื่องโกนผมใครว่าง่าย เคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วจากการบวชเณรตอนยังเด็ก ๆ
    ตอนนั้นให้เจ้าอาวาสปลงผมให้ ตอนโกนไม่รู้สึกเจ็บอะไร แต่พอเอาน้ำราดหัวเท่านั้นแหละ แสบซี้ดเลย
    แผลโดนบาดเกือบสิบแผล -*- งานนี้ก็เลยเน้นความปลอดภัยไว้ก่อน โดยไหว้วานช่างผมระดับโลก
    เอ้ยระดับตำบลมาช่วยโกนผมให้ ผลปรากฎว่าออกมากลมเกลี้ยงสวยงามไม่มีรอยมีด แม้แต่รอยเดียว
    ระหว่างปลงผมก็จะมีญาติโยมมาช่วยกันขลิบปลาย เอ้ยเล็มปลายผมกันเต็มไปหมด
    กว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปกันเกือบชั่วโมง นั่งกันเมื่อยเลย -*-
     
    ปลงผมเรียบร้อยก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดนาค ก็ชุดสีขาว ๆ แล้วก็มีวงแหวนใส่ไว้บนหัว ทำตัวคล้าย ๆ กับเทวดาน่ะแหละ
    เพียงแต่หน้าตาคนใส่จะออกแนวโจรมากกว่าเทวดาก็แค่นั้นเอง แต่งานนี้น้ำราดหัวไม่มีแสบแม้แต่นิดเดียว :D
    ตอนนี้ก็เริ่มเข้าขบวนการแห่นาค ให้น้องชายถือร่ม พ่อถือบาตรพระ แม่ถือผ้าไตรจีวร แต่ที่ขาดไปก็คือคนถือหมอนนี่แหละ
    ที่ไม่ยอมไปช่วยถือให้ (งอนเล็กน้อยถึงปานกลาง -*-) ก็เลยต้องให้น้องสาวถือให้แทน ส่วนญาติ ๆ ก็ถือปัจจัยอื่น ๆ อย่าง ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ
    เดินไปก็โห่ฮากันไปสนุกสนาน กว่าจะเดินครบสามรอบ ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็เกือบจะเป็นลมเป็นแล้งกันไปซะก่อน
    จากนั้นก็อุ้มนาคไปเข้าโบสถ์ โดยมีกฎอยู่ว่าห้ามให้เท้าแตะพื้น และต้องเอามือแตะคานประตูทางเข้า 3 ครั้ง
    ดีนะที่เราตัวค่อนข้างเล็ก ถ้าเป็นคนอ้วนๆ  หน่อย เค้าจะแบกกันไหวมั้ยเนี่ย
     
    เริ่มเข้าพิธีการปุ๊บ พระอุปัชฌาย์ท่านก็บ่นพึมพัมอะไรซักอย่างเป็นภาษาบาลี ซึ่งแน่นอนว่าฟังไม่รู้เรื่อง :p
    ซักพักท่านก็ให้เราเริ่มกล่าวคำขอบรรพชา มองหน้าเพื่อนร่วมบวช ตั้งจิตสำรวมเล็กน้อย แล้วก็พูดไปพร้อมกัน
    "อุกาสะ วันทามิ ภันเต .... " นาคอีกคนก็เกิดอาการสะดุดติดขัดหลายครั้ง จนพระท่านให้เราท่องแยกกันทีละคน
    ผมก็เริ่มก่อนและผ่านไปได้ด้วยดี แต่อีกคนนี่ซิน่าห่วง เพราะต้องให้พระท่านช่วยพูดให้แทบจะทุกประโยค จนนึกว่าเค้าจะโดนจับเป็นเณรไปซะแล้ว
    แต่พระท่านก็ใจดี ปล่อยให้ผ่านไปได้ เลยรอดตัวไป
     
    ใส่ผ้าเหลืองเรียบร้อย ตอนนี้ก็เลยต้องสำรวมเล็กน้อยถึงปานกลาง ต้องระวังเรื่องการอาบัติของศีลข้อห้ามทั้งหลาย
    ระวังการรับประเคนของ ระวังการอยู่ใกล้สีกา เรื่องใหญ่ก็คือการรับไหว้ของบรรดาญาติโยมผู้ใหญ่
    เผลอไหว้ตอบไปหลายครั้งเหมือนกัน -*-

     

    Day 0 : A day before enter the monk hood (1 วันก่อนเข้าสู่ชายผ้าเหลือง) Part 2

    8 มีนาคม 2550
     
    Part 2 : Prepre prepare (ตระเตรียม)
     
    การบวชสมัยนี้ใครคิดว่าง่าย ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ นึกอยากจะบวชก็เดินตัวเปล่าเข้าวัดไปได้เลยเหมือนสมัยก่อนซะเมื่อไหร่
    มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตระเตรียมไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่มอย่าง จีวร สบง บาตร ย่าม เครื่องใช้อุปโภคอื่น ๆ
    รวมทั้งค่าปัจจัยใส่ซองสำหรับค่าสถานที่วัด และปัจจัยสำหรับพระรูปอื่น ๆ รวมทั้งพระอุปปัชชาย์
     
    สิ่งที่แตกต่างกับสมัยก่อนอีกอย่างก็คือ ผู้เข้าบวชจะต้องมีใบรับรองสถานะ จากผู้ที่เชื่อถือได้ อย่างผู้ใหญ่บ้าน
    นายอำเภอ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดหนีคดี มาอาศัยผ้าเหลืองหลบหนีเอาตัวรอด
     
    เรื่องจัดเลี้ยงต้อนรับญาติพี่น้องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากขนาดเรียกได้ว่าแทบจะทุกชนชั้นเลยทีเดียว
    แรกสุดแม่บอกว่าจะจัดงานแบบเงียบ ๆ บอกเฉพาะญาติสนิท ๆ เท่านั้น ไม่ต้องพิมพ์บัตรเชิญอะไรให้มากมาย
    แต่ก็นั่นล่ะด้วยฐานะทางสังคมของพ่อและแม่ และของลูกชาย(อันน้อยนิด) ปรากฎว่าเต็นท์ที่จองไว้ 2 ตัว
    พร้อมที่นั่ง 100 กว่าที่นั่ง ทำหน้าที่รองรับแขกเหรื่อที่มาไม่พอเลยทีเดียว แถมยังโดนหลาย ๆ คนบ่นอีกต่างหาก
    ว่าไม่ยอมเอ่ยปากชวน ต้องให้รู้จากคนอื่น อันนี้ก็ขอกราบขอขมาลาโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
     
    วันแรกที่เข้าวัดไปพบกับเจ้าอาวาส ไม่ค่อยมีความประทับใจด้านดีนัก เพราะแว่บแรกที่เห็นคือ ในกุฎิเจ้าอาวาส
    มีแต่นักเลงพระ หรือก็คือพวกที่ชอบเช่าพระเครื่อง อยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าขายกันเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว
     
    เรื่องการท่องบทขอบรรพชาอุปสมบท หลังจากที่ฝึกหัดมา 3-4 วัน ก็ท่องได้คล่องพอประมาณแล้ว
    อย่างน้อยก็ 95% ล่ะ ที่เหลือก็ค่อยอาศัยนาคอีกคนที่บวชพร้อมกัน ช่วยฉุดช่วยดึง ถ้าลืมส่วนไหน
    หรือไม่ก็กันลงเหวทั้งคู่  มีคนบอกว่าถ้าท่องไม่ได้ หรือไม่คล่องล่ะก็ จะโดนจับไปบวชเป็นเณรแทน
    ถ้าโดนแบบนั้นสงสัยได้อับอายแสนสาหัส
     
    March 19

    Day 0 : A day before enter the monk hood (1 วันก่อนเข้าสู่ชายผ้าเหลือง) Part 1

    8 มีนาคม 2550

    Part 1 : Preface (บทนำ)
     
    โดยปกติไม่เคยเขียน blog เองเลยซักครั้ง เพราะขี้เกียจ
    แต่ก็จะมีแม่คุณทูนหัวแอบมาเขียนให้บ่อย ๆ จนทำให้หลายคนงง ว่าทำไมไอ้หมอนี่เขียน blog คิกขุเกินหน้าตา
    ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคราวนี้คันไม้คันมืออยากเขียนขึ้นมาตะหงิด ๆ
    อาจจะเป็นเพราะว่าอยากจะเขียนบันทึกเรื่องราวของการกระทำครั้งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ดีใจ (แอบเห็นแม่ร้องไห้)
    และเป็นการกระทำที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี ซึ่งปกติก็ไม่เคยทำ :)
    แน่นอนครับ ที่พูดมาก็คือการเข้าสู่ชายผ้าเหลืองของพระพุทธศาสนา หรือก็คือการบวชนั่นเอง
     
    นึกขำอยู่เหมือนกันที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าบอกใครก็ตามว่ากำลังจะไปบวช
    คำพูดที่ตามมาจากปากทุกคนก็คือ ใครถือหมอน จะเบียดแล้วเหรอ เมื่อไหร่ อย่าลืมชวนนะ
    บางคนจะอาสามาถือหมอนให้อีกซะงั้น (พูดเล่นกันสนุกปาก)
    แต่เสียใจด้วยเพราะว่าเหตผลหลักที่ต้องการมาบวชครั้งนี้คงไม่ใช่อย่างที่เพื่อน ๆ คาดการณ์เอาไว้
    เพราะถ้าจะเบียดก็เบียดเลย ไม่ต้องรอบวชให้เสียเวลา 5 5 5
     
    มีหลาย ๆ คนบอกว่าถ้าลูกชายบวช พ่อแม่จะได้บุญ จะได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์
    โดยส่วนตัวไม่ได้เชื่อเรื่องแนวนี้หรอก แต่รู้อย่างนึงว่าตอนที่คุยเล่น ๆ
    แม่เค้ามีท่าทางดีใจและก็กระตือรือร้นที่เราจะบวช ก็เล่นไปบอกชาวบ้านซะทั่วแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลย
    ตอนนี้พอมีเวลาที่พอจะทำให้แม่ดีใจได้ ก็เลยทำไปซะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส
    มีข้อมูลการสำรวจที่ไม่เป็นทางการนักบอกไว้ว่า ชายไทย 10 คน จะได้ผ่านการบวชเรียนเพียงแค่ 5 คน
    เพราะบางคนเสียชีวิตก่อนกำหนด บางคนเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว บางคนมีภาระก่อนวัยอันควร (เบียดก่อนบวช) และอื่นๆ
     
    May 13

    นิทานเพนกวิน

     

     

     พรุ่งนี้ถ้าฝนไม่ตก ว่ายน้ำนะกะลุ๊ก

     

    ต้องพยายามไปออกกำลังซัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์

     เราจะบินนะกะลุ๊ก

     แต่ต้องวอร์มอัพ ด้วยการกระโดดก่อน

    เสร็จแล้ว ก็ฝึกการกระโดดหมุนตัว

     ช่วงแรกอาจจะมีอาการมึนบ้างเล็กน้อย

     อาจจะมีตกมาบาดเจ็บได้

     แต่ถ้าเราพยายามต่อไป

    ซักวันเราจะบิน ๆ นะ บิน ๆ

     

    นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า  ปุ๊ง ๆ ปุ ๆ

     

    October 03

    :+:ภาษาปุ๊ง ปุ๊งวันละคำ:+:

    วันนี้เป็นวันดีที่ทีมงาน ปุ๊ง ปุ๊ง ได้มาทำความรู้จัก
    กับทุก ๆ ท่าน และในวันแรกนี้ได้เสนอภาษาปุ๊ง
    วันละคำ คำแรกคือคำว่า
      

      "อุ้ง"  
     ความหมายตามศัพท์ทางการแปลว่าอะไรก็ไม่รู้
    แต่ความหมายของปุ๊ง ๆ คือ

     the palm of the hand อันนี้แปลตามดิก
    เค้าเรียกมันว่า อุ้งมือ ส่วนภาษาปุ๊ง ๆ แปลได้
    ความว่า "อุ้งหน้า"

    อีกความหมายหนึ่งของ อุ้ง คือ

     the flat of the foot แปลตามดิกเค้าเรียก
    ว่า อุ้งเท้าแต่ภาษาปุ๊ง ๆ แปลความได้ว่า "อุ้งหลัง"

     

    สัญลักษณ์ของอุ้งแสดงได้ดังรูป

      <<< อันนี้อุ้งขวา

      <<< อันนี้อุ้งซ้าย

     

    การใช้งาน

    - เมื่อโชว์สัญญลักษณ์ของอุ้งใน msn จะหมายความ
    ได้หลายอย่าง เช่น ทุบแปะ แปะ, ทักทายด้วยอุ้ง
    หน้า, เอาขาไปวางบนบางส่วนของร่างกาย ปุ ปุ

    - สามารถใช้ผสมกับคำอื่นเช่น ตบด้วยอุ้ง ขออุ้ง
    ฯลฯ ใช้เป็นกริยาของการใช้อุ้ง

    - ใช้คำพูดประกอบสัญลักษณ์  
    เรียกได้ว่า "ท่าอุ้งเท้ามายา"

    นอกจากนั้นยังสามารถนำ อุ้งไปประกอบคำพูด
    อื่น ๆได้อีกมากมาย ที่สำคัญ ระวังการโดนนวดอุ้ง
    เพราะคุณจะหลับสบาย แล้วตื่นขึ้นมาเสียตังค์ -*-