Krit's profileCoolGuyBlogListsNetwork Tools Help

Krit Kanrat

Occupation
Location
Interests
.......
June 17

Click รีโมทรักข้ามเวลา

 
รู้สึกเหมือนตัวเองตกยุคไปซักหน่อย เพราะเพิ่งจะมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้
Click รีโมทรักข้ามเวลา ออกมาเป็นปีได้แล้วล่ะมั้ง -*-
ตอนแรกที่จะดูก็ตั้งใจไว้ว่าคงเป็นหนังตลก Comedy ธรรมดา
แต่ดูไปแล้วหลัง ๆ ออกจะน้ำตาซึมเล็กน้อย เพราะค่อนข้างจะอินกับบทหนัง
 
เนื้อเรื่องก็คือมีหนุ่มบ้างาน (และรักครอบครัว แต่ไม่แสดงออก)
พยายามทำทุกอย่างเพื่องาน เพื่อให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข
แต่มันก็ทำให้เค้าต้องละทิ้งการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว
ก็คืองานมาก่อนครอบครัว
เค้าได้รีโมทวิเศษอันนึง ซึ่งทำให้เค้าสามารถข้ามเวลาไปข้างหน้าได้
เหมือนกับกดป่ม Fast Forward เวลาดูหนัง
และสิ่งที่เค้าทำก็คือ กดข้ามช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัว
เพื่อข้ามไปยังช่วงเวลาทำงาน ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ช่วงเวลาแห่งความฝันของเค้า
เค้าได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่ตามที่เค้าใฝ่ฝัน
มีเงินทองมากมายล้นเหลือที่จะดูแลครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน
ปัญหาก็คือเค้าได้ข้ามเวลาไปมากกว่า 30 ปี กว่าจะถึงขั้นนั้น
ณ วันนั้น คุณปู่ ของเค้าได้จากไปแล้ว ภรรยาสุดที่รักก็ทนกับความเหงาไม่ได้
จึงตัดสินใจแยกทางกัน ลูกสาวสุดที่รักก็กลายเป็นผู้หญิงขาดความรักเพราะพ่อไม่เคยเอาใจใส่
ผลสรุปแล้วสิ่งที่เค้าพยายามทำมาตลอด 30 ปี กลับไมได้ทำให้ครอบครัวของเค้ามีความสุขเลยแม้แต่น้อย
 
ตามเนื้อเรื่อง เค้ากลับใจได้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต เพื่อที่จะเตือนลูกชายที่จะกำลังเจริญรอยตามความบ้างานของเค้า
เพื่อให้รู้ถึงความสำคัญของครอบครัว พระเจ้า(มั้ง) ก็เลยให้โอกาสในการกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ในช่วงที่เค้ายังไม่ได้เริ่มใช้รีโมท
แน่นอนว่าต่อจากนี้เค้าจะต้องเลือกหนทางแห่งความสุขของครอบครัว มาก่อนการทำงาน
 
ดูเนื้อเรื่องแล้วก็ไม่ได้นึกถึงตัวเองหรอก เพราะปกติก็ไม่ใช่พวกบ้างานขนาดนั้น
เค้าจ้างเดือนละครึ่งแสน ก็ทำงานเดือนละครึ่งแสนพอแล้ว ไม่ต้องไปทำให้มากมายเหมือนรายได้เดือนละล้าน
แต่นึกไปถึงคุณพ่อของตัวผมเอง ซึ่งเข้าข่ายหนังเรื่องนี้ที่สุด
ตลอดชีวิตของเค้าอยู่กับงานราชการ เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็น สมาชิกสภาเทศบาล
เป็นบุคคลของสังคม ทุกช่วงเวลาของเค้าคือเวลาที่จะต้องให้กับสังคม มีเพื่อนฝูงรุมล้อมมากมาย
จนเรียกได้ว่าแทบจะไม่ได้ใช้เวลากับครอบครัวเลย
เวลาในครอบครัวของผมจึงอยู่กับคุณแม่ น้องชาย และน้องสาวเป็นหลัก
 
สิ่งที่สะท้อนใจผมมากที่สุด ก็คือตอนนี้คุณพ่อผมไม่สบาย พูดไม่ชัด การเดินติดขัด
ทำให้เค้าไม่มีภาพแห่งการเป็นผู้นำอีกต่อไป ไม่สามารถทำงานเดิม ๆ ที่เค้าเคยทำเพื่อสังคมได้
และผลที่ตามมาก็คือเพื่อนฝูงที่รุมล้อมก็หายหน้าหายตาไปทีละคน
การทำตัวเป็นคนดีไปคอยค้ำหนี้สินให้คนอื่น
ก็สะท้อนผลแห่งความหวังดีนั้นมาเป็นหนี้เข้าตัวเอง เมื่อคนที่ไปค้ำให้หนีไป
สิ่งที่เค้าเหลืออยู่ตอนนี้กลับเป็นแค่ครอบครัวที่เค้าเคยคิดว่าไม่ต้องสนใจเพราะมันไม่ได้หนีไปไหน
 
แต่สิ่งที่เราคิดว่ามันคงไม่หนีไปไหน มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่มองก็ได้
โดยความรู้สึกส่วนตัว พ่อก็ยังคงเป็นพ่อ ผมยังรู้สึกห่วงใยในความเป็นไป
เพียงแต่ในความห่วงใยนั้นมันกลับมีบางอย่างที่เหมือนช่องว่างซึ่งโดนช่วงเวลาที่ห่างเหินถ่างให้ห่างออกไป
ทำให้การทำเรื่องง่าย ๆ บางครั้งกลายเป็นเรื่องลำบากใจไปโดยไม่รู้ตัว
ผมสามารถโทรหาแม่ น้องสาว น้องชาย ได้โดยไม่ต้องคิดว่าจะมีธุระหรือเปล่า
ก็แค่โทรไปถามสารทุกข์สุขดิบ คุยเรื่อยเปื่อย โม้นั่นโม้นี่
แต่กับคุณพ่อ ผมกลับต้องนึกว่า จะมีเรื่องอะไรให้คุยหรือเปล่า บางครั้งเลยพาลทำให้ไม่อยากโทรซะงั้น
 
เริ่มยาววุ้ย -*-
ก็สรุปว่า เราควรจะใช้เวลาในแต่ละวันทำในสิ่งที่อยากทำตรง ๆ ไปเลย
อยากให้ครอบครัวมีความสุขก็จงใช้เวลาอย่างมีความสุขกับครอบครัว
ไม่ต้องอ้อมค้อมไปทำงานหนัก แล้วบอกว่าค่อยทำก็ได้
เพราะเวลาผ่านแล้วผ่านไปเลย ไม่มีการย้อนกลับมาให้แก้ตัวเหมือนกับในหนัง
(ใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ก็ไปหามาดูซะ ผมว่าเป็นหนังที่ดีทีเดียว -*-)
 
 
 
 
May 31

จตุคาม

 
ไม่ใช่ว่าอยากจะเกาะกระแส และไม่ได้ลบหลู่อะไรด้วย
เพราะปกติก็ไม่ได้ศรัทธาอะไรแนวนี้ซักเท่าไหร่
แต่วันนี้เจออะไรแปลก ๆ มานิดหน่อย
เรื่องมีอยู่ว่ากำลังขึ้น taxi กลับบ้าน
คนขับเค้าก็ชวนคุยจิปาถะ
 
คนขับ : วันนี้ไปเวียนเทียนที่ไหน
 
ผม : ไม่ได้ไปคับ
 
คนขับ : อ้าว ไม่ไปได้ยังไง นี่เป็นหน้าที่ชาวพุทธนะครับ
 
ผม : ไม่อยากไปนี่ครับ แล้วพี่ไม่ไปเหรอ ? (คิดในใจ ยุ่งอะไรกะชีวิตช้าน -*-)
 
คนขับ : ... เงียบ
 
ผม : .... (เออ ไม่ไปแล้วมายุ่งกะชาวบ้านอีก -*- )
 
คนขับ : น้องเป็นคนจังหวัดอะไร
 
ผม : (มายุ่งอะไรกะชีวิตตรูอีกล่ะ) นครศรีธรรมราชครับ
 
คนขับ : งี้ก็ต้องมีจตุคามน่ะซิ นี่นะ พี่นับถือจตุคามมาก เช่ามาองค์นึง หลายหมื่นบาท ปกติก็จะติดตัวตลอด แต่วันนี้ไม่ได้พามา
 
ผม : (โม้แหง)  อ่อ ผมไม่มีครับ ไม่นิยม
 
คนขับ : เป็นไปได้ไง เป็นคนนครแต่ไม่มีจตุคาม
 
ผม : .... (ใครบัญญัติไว้ฟะว่าต้องมี)
 
คนขับ : นี่นะ คนเราต้องมีที่พึ่งทางใจ ถ้าเราทำดี เราก็ได้ดี เราต้องมีคุณธรรม บูชาพระท่าน แล้วเราจะถูกหวยร่ำรวย
 
ผม : .... คับผม (สรุปว่าบูชาพระเพราะอยากถูกหวย)
 
คนขับ : แต่แปลกนะน้องไม่มีจตุคาม แปลกจริง ๆ
 
ผม : เออ เอ้ย ไม่มีคับ (ไม่มีแล้วเจือกไร -*- )
 
.......
ถึงบ้าน มิเตอร์ 71 บาท ยื่นแบงค์ร้อยให้ เค้าทอนมา 20
 
คนขับ : โชคดีนะน้อง
 
ผม : เอ่อ ... นี่คือทำดีมีคุณธรรม ? (ตังค์ทอนตูหายไปไหน 9 บาท)
 
คนขับ : .... เงียบ (แล้วก็หยิบเศษเหรียญมา 5 บาท)
 
ผม : ......
 
 
 
April 30

เที่ยวระยอง

 
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งได้มีโอกาสไปเที่ยวระยองเป็นครั้งแรก ปกติไปถึงแค่พัทยา -*-
 
งานนี้ไปกับเพื่อนๆ ของแฟน โดยมีพี่คนนึงเป็น sponsor เรื่องที่พักให้
เพราะเค้าเป็นเจ้าของคอนโดหรูริมทะเล เห็นบอกว่าซื้อที่แถวนั้นไว้ 2000 กว่าไร่
เอามาทำเป็นคอนโด + บ้าน ริมหาด แล้วก็พวกสถานที่เที่ยวแนวผจญภัย เอาไว้ขายพวกคนรวยทั้งหลาย
(ราคาขั้นต่ำ 8 ล้าน ไปจนถึง 32 ล้าน ถ้าใครสนใจบอกได้ครับเผื่อจะได้ค่านายหน้าซัก 10% )
ที่พักพี่แกก็คือคอนโดชั้นบนสุด 1 ชั่น ตีผนังออกรวบเป็นห้องเดียวกัน
วิวติดทะเลสวยงาม เห็นบอกว่าถ้าขายก็คงราคาประมาณ 20 ล้านกว่า -*-
 
ออกเดินทางตอนเย็นวันศุกร์ วิ่งไปตาม motor way ผ่านอำเภอแกลง รวมเวลาเดินทางก็ 2 ชม ครึ่ง
คืนแรกก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่เดินดูวิวรอบ ๆ คอนโด+บ้าน หรู
แล้วก็หมดแรงกลับไปนอนตายกันหมด
 
 
 
 
April 08

Day 1 : Enter the monk hood - Part 3

 
และแล้วความขี้เกียจก็เข้ามาครอบงำ ทำเอาไม่ได้อัพบลอกไปเป็นอาทิตย์
สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่อนข้างจะมีอะไรให้ตัดสินใจเยอะเหมือนกัน
 
ดูบ้านมาเรียกได้ว่าเข้าตากรรมการมาก ซื้อหรือไม่ซื้อดีหว่า -*-
 
ได้งานใหม่เงินเยอะกว่าเดิม แต่อยู่ไกลชะมัด หักลบค่าเดินทาง + เวลาแล้วแทบจะไม่คุ้ม
คิดไปคิดมา ก็อยู่ซะที่เก่านี่แหละ ยังไงก็ไม่มีอะไรเสียหาย เดินทางสะดวก
 
ย้อนอดีตต่อ
 
9 มีนาคม 2550
 
Part III - ว่าง ว่าง และก็ว่าง
 
งานหลักในบ่ายวันนี้ก็คือการนั่งนับก้อนเมฆ และก็งีบหลับตอนบ่าย
ทีแรกคิดว่าจะนอนกลางวันไม่หลับ แต่ด้วยความเงียบภายในวัด ผสมกับลมเย็น ๆ
และหนังสือธรรมมะในมือที่ชวนอ่านอย่างยิ่ง
ทำเอาหลับผลอยไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว ตื่นมาอีกครั้งก็บ่าย 3 ล่ะ
 
ตื่นมาก็ยังคงไม่มีอะไรทำอีกน่ะแหละ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า
จะต้องฝึกหัดห่มผ้าเหลืองให้เป็นซะก่อน ไม่งั้นคงต้องรบกวนพระรูปอื่นตลอดแหง ๆ
การห่มผ้าไตร จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก
ใครไม่เคยลองก็ไม่รู้ เรียกได้ว่าถ้าแค่พอห่ม ๆ ให้ดูเหมือนพระมันก็ไม่ยาก
แต่ถ้าจะห่มให้มันดูทะมัดทะแมง ไม่หลุดง่าย ก็ต้องใช้ประสบการณ์กันหน่อยเหมือนกัน
ผลก็คือฝึกหัดอยู่ 2 วัน กว่าจะใส่แล้วดูดี -*-
 
ตกเย็น ก็มีการทำวัตรเย็นเป็นครั้งแรก (การสวดมนต์ ภาวนา ตอนเย็น)
ก็กางหนังสือ อ่านตามพระผู้ใหญ่ไป มีแต่บทแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นหูซักเท่าไหร่
ที่คุ้นหูสุด ๆ ก็คงจะมีแต่ นะโม ๆ :D
การทำวัตรเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ทรมาณตัวเองที่สุดแล้ว
เพราะต้องนั่งคุกเข่าตลอดเวลาเกือบชม ในการสวดมนต์
รวมทั้งการนั่งทำสมาธิด้วย
เรียกได้ว่าตอนจบนี่ เดินแทบไม่ไหว เหน็บกินแล้วก็กินอีก ชาไปทั้งขา -*-
 
ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า สาธุ
 
 
 
 
March 25

Day 1 : Enter the monk hood - Part 2

 
9 มีนาคม 2550
 
Part II - วันแรกกับการเป็น พระ ...
 
หลังฉันเพล (หลังเที่ยง) ก็เริ่มชีวิตการเป็นพระอย่างเต็มตัว(มั้ง) ญาติโยมทั้งหลายก็ทยอยกันกลับ
แว้บเดียวทั้งวัดก็เงียบสงบอย่างรวดเร็ว ได้บรรยากาศความสงบเงียบที่ไม่ได้รู้สึกมาซะนาน
ยังดีที่พระที่บวชพร้อมกัน อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เลยได้คนนั่งคุยด้วยหน่อย
คุยกับพระที่อายุเยอะหน่อยนี่คุยกันลำบาก เหมือนคุยกันคนละเรื่อง
 
วันแรกนี้ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง เลยไปถามเจ้าอาวาส แต่ขอเรียกว่าอาจารย์แทนล่ะกัน
 
ผม : ไม่ทราบว่ากิจวัตรประจำวันต้องทำอะไรบ้างครับ
 
อาจารย์ : ปกติตื่นเช้ามา ก็ทำบุญกรวดน้ำ นั่งสมาธิแผ่ส่วนบุญ เดินบิณฑบาต กวาดลานวัด ทำวัตรเช้าและเย็น
 
ผม : ... แล้วเวลาว่าง ๆ ตอนกลางวันล่ะครับ จะทำอะไร (ทำวัตรเสร็จประมาณ 09.00, ทำวัตรเย็น 17.00 มีเวลาว่าง 8 ชม )
 
อาจารย์ : ก็อยู่ที่ว่าเธอมาบวชทำไม
 
ผม : ... อ่า
 
อาจารย์ : (ท่าทางจะเห็นเราอึ้งนานไปหน่อย) ถ้าเธอมาบวชเพื่อให้บรรลุศาสนาก็เรื่องหนึ่ง แต่ในกรณีนี้เธออาจจะมาบวชเพียงเพื่อให้พ่อแม่ดีใจ
ตามขนบธรรมเนียมไทยใช่มั้ย
 
ผม : ก็แนวนั้นครับ
 
อาจารย์ : งั้นในช่วงแรกนี้ก็ลองใช้ชีวิตสงบ ๆ พักจิตใจ หลบออกจากเรื่องวุ่น ๆ แล้วพิจารณาตัวเองดู
 
ผม : ขอบคุณครับ
 
ผลสรุปก็คือ ทำตัวให้ว่าง ทำใจให้ว่าง แล้วพิจารณาตัวเอง ...
 
 
 
March 20

Day 1 : Enter the monk hood - Part 1

 
9 มีนาคม 2550
 
Part 1 - พิธีการ
 
วันนี้ตื่นตั้งแต่เช้ามืดประมาณตี 5 เพื่อไปตระเตรียมงานที่วัด อาหารคาวหวาน โดนสั่งจองไว้เรียบร้อยแล้วโดยท่านแม่ที่เคารพรัก
ก็เลยไม่ค่อยจะมีอะไรติดขัดนัก แขกเหรื่อก็ทยอยมากันเรื่อย ๆ จนเต็มที่นั่งก่อนที่จะปลงผมซะอีก
 
เรื่องโกนผมใครว่าง่าย เคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วจากการบวชเณรตอนยังเด็ก ๆ
ตอนนั้นให้เจ้าอาวาสปลงผมให้ ตอนโกนไม่รู้สึกเจ็บอะไร แต่พอเอาน้ำราดหัวเท่านั้นแหละ แสบซี้ดเลย
แผลโดนบาดเกือบสิบแผล -*- งานนี้ก็เลยเน้นความปลอดภัยไว้ก่อน โดยไหว้วานช่างผมระดับโลก
เอ้ยระดับตำบลมาช่วยโกนผมให้ ผลปรากฎว่าออกมากลมเกลี้ยงสวยงามไม่มีรอยมีด แม้แต่รอยเดียว
ระหว่างปลงผมก็จะมีญาติโยมมาช่วยกันขลิบปลาย เอ้ยเล็มปลายผมกันเต็มไปหมด
กว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปกันเกือบชั่วโมง นั่งกันเมื่อยเลย -*-
 
ปลงผมเรียบร้อยก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดนาค ก็ชุดสีขาว ๆ แล้วก็มีวงแหวนใส่ไว้บนหัว ทำตัวคล้าย ๆ กับเทวดาน่ะแหละ
เพียงแต่หน้าตาคนใส่จะออกแนวโจรมากกว่าเทวดาก็แค่นั้นเอง แต่งานนี้น้ำราดหัวไม่มีแสบแม้แต่นิดเดียว :D
ตอนนี้ก็เริ่มเข้าขบวนการแห่นาค ให้น้องชายถือร่ม พ่อถือบาตรพระ แม่ถือผ้าไตรจีวร แต่ที่ขาดไปก็คือคนถือหมอนนี่แหละ
ที่ไม่ยอมไปช่วยถือให้ (งอนเล็กน้อยถึงปานกลาง -*-) ก็เลยต้องให้น้องสาวถือให้แทน ส่วนญาติ ๆ ก็ถือปัจจัยอื่น ๆ อย่าง ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ
เดินไปก็โห่ฮากันไปสนุกสนาน กว่าจะเดินครบสามรอบ ผู้เฒ่าผู้แก่ ก็เกือบจะเป็นลมเป็นแล้งกันไปซะก่อน
จากนั้นก็อุ้มนาคไปเข้าโบสถ์ โดยมีกฎอยู่ว่าห้ามให้เท้าแตะพื้น และต้องเอามือแตะคานประตูทางเข้า 3 ครั้ง
ดีนะที่เราตัวค่อนข้างเล็ก ถ้าเป็นคนอ้วนๆ  หน่อย เค้าจะแบกกันไหวมั้ยเนี่ย
 
เริ่มเข้าพิธีการปุ๊บ พระอุปัชฌาย์ท่านก็บ่นพึมพัมอะไรซักอย่างเป็นภาษาบาลี ซึ่งแน่นอนว่าฟังไม่รู้เรื่อง :p
ซักพักท่านก็ให้เราเริ่มกล่าวคำขอบรรพชา มองหน้าเพื่อนร่วมบวช ตั้งจิตสำรวมเล็กน้อย แล้วก็พูดไปพร้อมกัน
"อุกาสะ วันทามิ ภันเต .... " นาคอีกคนก็เกิดอาการสะดุดติดขัดหลายครั้ง จนพระท่านให้เราท่องแยกกันทีละคน
ผมก็เริ่มก่อนและผ่านไปได้ด้วยดี แต่อีกคนนี่ซิน่าห่วง เพราะต้องให้พระท่านช่วยพูดให้แทบจะทุกประโยค จนนึกว่าเค้าจะโดนจับเป็นเณรไปซะแล้ว
แต่พระท่านก็ใจดี ปล่อยให้ผ่านไปได้ เลยรอดตัวไป
 
ใส่ผ้าเหลืองเรียบร้อย ตอนนี้ก็เลยต้องสำรวมเล็กน้อยถึงปานกลาง ต้องระวังเรื่องการอาบัติของศีลข้อห้ามทั้งหลาย
ระวังการรับประเคนของ ระวังการอยู่ใกล้สีกา เรื่องใหญ่ก็คือการรับไหว้ของบรรดาญาติโยมผู้ใหญ่
เผลอไหว้ตอบไปหลายครั้งเหมือนกัน -*-

 

Day 0 : A day before enter the monk hood (1 วันก่อนเข้าสู่ชายผ้าเหลือง) Part 2

8 มีนาคม 2550
 
Part 2 : Prepre prepare (ตระเตรียม)
 
การบวชสมัยนี้ใครคิดว่าง่าย ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ นึกอยากจะบวชก็เดินตัวเปล่าเข้าวัดไปได้เลยเหมือนสมัยก่อนซะเมื่อไหร่
มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องตระเตรียมไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่มอย่าง จีวร สบง บาตร ย่าม เครื่องใช้อุปโภคอื่น ๆ
รวมทั้งค่าปัจจัยใส่ซองสำหรับค่าสถานที่วัด และปัจจัยสำหรับพระรูปอื่น ๆ รวมทั้งพระอุปปัชชาย์
 
สิ่งที่แตกต่างกับสมัยก่อนอีกอย่างก็คือ ผู้เข้าบวชจะต้องมีใบรับรองสถานะ จากผู้ที่เชื่อถือได้ อย่างผู้ใหญ่บ้าน
นายอำเภอ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดหนีคดี มาอาศัยผ้าเหลืองหลบหนีเอาตัวรอด
 
เรื่องจัดเลี้ยงต้อนรับญาติพี่น้องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากขนาดเรียกได้ว่าแทบจะทุกชนชั้นเลยทีเดียว
แรกสุดแม่บอกว่าจะจัดงานแบบเงียบ ๆ บอกเฉพาะญาติสนิท ๆ เท่านั้น ไม่ต้องพิมพ์บัตรเชิญอะไรให้มากมาย
แต่ก็นั่นล่ะด้วยฐานะทางสังคมของพ่อและแม่ และของลูกชาย(อันน้อยนิด) ปรากฎว่าเต็นท์ที่จองไว้ 2 ตัว
พร้อมที่นั่ง 100 กว่าที่นั่ง ทำหน้าที่รองรับแขกเหรื่อที่มาไม่พอเลยทีเดียว แถมยังโดนหลาย ๆ คนบ่นอีกต่างหาก
ว่าไม่ยอมเอ่ยปากชวน ต้องให้รู้จากคนอื่น อันนี้ก็ขอกราบขอขมาลาโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
 
วันแรกที่เข้าวัดไปพบกับเจ้าอาวาส ไม่ค่อยมีความประทับใจด้านดีนัก เพราะแว่บแรกที่เห็นคือ ในกุฎิเจ้าอาวาส
มีแต่นักเลงพระ หรือก็คือพวกที่ชอบเช่าพระเครื่อง อยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าขายกันเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว
 
เรื่องการท่องบทขอบรรพชาอุปสมบท หลังจากที่ฝึกหัดมา 3-4 วัน ก็ท่องได้คล่องพอประมาณแล้ว
อย่างน้อยก็ 95% ล่ะ ที่เหลือก็ค่อยอาศัยนาคอีกคนที่บวชพร้อมกัน ช่วยฉุดช่วยดึง ถ้าลืมส่วนไหน
หรือไม่ก็กันลงเหวทั้งคู่  มีคนบอกว่าถ้าท่องไม่ได้ หรือไม่คล่องล่ะก็ จะโดนจับไปบวชเป็นเณรแทน
ถ้าโดนแบบนั้นสงสัยได้อับอายแสนสาหัส
 
 

CoolGuy